knowledge

 

พอดีวันนี้  ผมได้ไปพบข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับประเทศเกาหลีมาครับ

 

แต่ก่อนอื่น  มีหมายเหตุว่า  ที่เอามาลงนั้นไม่ได้เพราะจะให้เกลียดเกาหลี  แต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่ผมคาดว่าหลายๆคนยังไม่ทราบกัน  เลยเอามาให้ดูกันครับ.....

 

ย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นเพียงแค่"เบื้อหลัง" ของชาติเขานะครับ จะเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามสื่ออะไรแปลกๆหรือนโยบายเพื่อความรุ่งเรืองอะไรก็ไม่รู้แหละ  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเกาหลีจะเป็นแบบนี้ทั้งหมดนะครับ  คนดีๆก็มีเยอะนะครับ!!

 ----------------------------------------------------------

จากแหล่งข้อมูลปกปิดแห่งหนึ่ง  ได้เอาผลโพลๆหนึ่งมาลง  โพลนั้นมีข้อมูลประมาณว่ามาว่า

 "ชนชาติที่จีนชอบและไม่ชอบมากที่สุด"

ซึ่งผลก็ออกมาแบบนี้

 

ผลโหวตประเทศที่คนจีน เกลียดมากที่สุด คือ
1.เกาหลี 40.1%
2.ญี่ปุ่น 30.2%
3.อินโดนีเซีย 18.8%

และประเทศที่คนจีน ชอบมากที่สุด คือ

1.ปากีสถาน 28%
2.รีสเซีย 15.1%
3.ญี่ปุ่น 10.2%

 

แต่ใครๆก็รู้กันดีว่า จีนน่าจะแค้นญี่ปุ่นโคตรๆ  เพราะสิ่งที่พี่ยุ่นไปทำไว้ที่นานกิง...และในประวัติศาษตร์ต่างๆ นั่นก็มากพอที่จะทำให้จีนนับญี่ปุ่นเป็นศัตรูของประเทศตลอดกาลได้แน่ๆ

(ก็เหมือนกับเราที่เกลียดพม่าแบบนั้นแหละ)

 

แต่จีนก็มองญี่ปุ่นเปลี่ยนไปแล้ว เพราะไม่ว่าจีนจะแค้นยุ่นไป แต่อดีตก็คืออดีตแหละ แก้อะไรไม่ได้หรอก..

และอดีตก็คือสิ่งที่ทำให้เราเรียนรู้  ไม่ใช่สิ่งที่ไว้สืบทอดความแค้นซะหน่อย  คนจีนที่ชอบญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจว่าประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ เรียนรู้ได้แต่อย่ายึดติด

อีกทั้งญี่ปุ่นได้พยายามขอขมาจีนและเกาหลีมาตลอด ไม่่ว่าจะเป็นการไปเคารพสักการะสุสานต่างๆที่นานกิงมาโดยตลอด..

และคนญี่ปุ่นปัจจุบันก็ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว คนจีนรุ่นใหม่ก็เข้าใจในส่วนนี้ แต่ผิดกับเกาหลีซึ่งยังไงก็ขอเกลียดญี่ปุ่นไปตลอดทั้งอดีต...ปัจจุบัน  และแม้ว่าในอนาคตก็ตาม...

 

 และ ที่คนจีนส่วนใหญ่จะโหวตว่าเกลียดประเทศเกาหลี เหตุผลก็เพราะในปัจจุบัน ตั้งแต่ที่เกาหลีเจริญขึ้นมาได้ ก็ได้บิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างน่าตกใจ และมีการเรียกร้องยูเนสโก้ในเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีรัฐบาลมนุษย์ชุดไหนหน้าด้านกล้าทำได้...และไม่น่าจะมีรัฐบาลของประเทศไหนคิดได้เหมือนกัน..และนิสัยที่แย่ๆต่างๆของคนเกาหลี ดูถูกคนจีนต่างๆนาๆ นอกจากนี้ยังทำให้คนจีนรุ่นเก่าบางคนเริ่มหันมาเกลียดเกาหลีแทนที่จะเป็นญี่ปุ่น..

 

 ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่ประเทศเกาหลีได้พยายามทำ จนทำให้นับวันมีคนจีนเกลียดคนเกาหลีมากขึ้น

1.ประวัติศาสตร์ของเกาหลีที่แต่งขึ้นมาเอง มีชื่อว่า HANDAN ได้มีการบิดเบือนอย่างน่าตกใจ ถึงกับกล่าวว่า
**เกาหลีเป็นชนชาติแรกในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออก

**นอกจากนั้นยังมีการกล่าวและสร้างภาพแผนที่ประกอบดินแดนเกาหลีโบราณว่า ยิ่งใหญ่สุดเขตตะวันออกไปจดยังฝั่งตะวันตกถึงตุรกี และรวมถึงทางตอนล่างนั้นก็คือ ประเทศไทย เขมร และมาเลเซียด้วย

ซึ่ง เป็นเรื่องที่น่าขำอย่างยิ่ง ในประวัติศาสตร์ของชาติอื่นในโลกเท่าที่ได้บันทึกไว้ ต่างบันทึกไว้เหมือนกันว่า มองโกล เป็นอาณาจักรเดียวเท่านั้นที่เคยยิ่งใหญ่ถึงขนาดครอบคลุมดินแดนตะวันออก เกือบสุดยังตะวันตก (**แต่ก็ไม่เคยลงมาถึงทางประเทศไทย เขมรและมาเลเซีย**)

ปล. ในปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ของเกาหลีส่วนมากไม่สามารถอ่านประวัติที่แท้จริงได้ เนื่องจากมีการยกเลิกใช้ตัวอักษรจีนไปนานมากแล้ว จึงต้องอ่านตามฉบับที่ใช้ตัวอักษร ฮันกึล ซึ่งมีการบิดเบือนอย่างมาก

2.เกาหลีอ้างว่า ขงจื๊อ มีต้นกำเนิดจากเกาหลี ไม่ใช่จีน และจีนต่างหากที่ขโมยเกาหลีไป สืบเนื่องมาจากที่เกาหลีอ้างว่าเป็นต้นกำเนิดของจีน เพราะประเทศเขาเป็นต้นกำเนิดในแถบนั้น ทั้งๆที่ใครๆก็รู้ว่าอารยธรรมฮั่นมีมากนานก่อนเกาหลีเสียอีก
( อันนี้ จขกท ไม่สามารถอธิบายได้ เนื่องจากไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ แต่ทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้ก็คงคิดไปตามๆกันว่า เกาหลีบ้ารึเปล่า )

3.เกาหลียังอ้างอีกว่า ตัวอักษรจีน ที่ในภาษาจีนเรียกว่า Han Zi ( ฮั่น จื้อ ) ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยคนเกาหลี โดยให้ เหตุผลว่า เกาหลีเป็นต้นกำเนิดของชนเผ่าฮั่น และคำว่า Han ฮั่น นั่นก็มาจากชื่อประเทศเกาหลี ก็คือ Han Guo หัน กว๋อ ในภาษาจีน หรือ Han Gook ฮัน กุก ในภาษาเกาหลี

ทั้งที่ความเป็นจริง ประวัติศาสตร์จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่อินเดีย ก็ได้มีบันทึกประวัติศาสตร์ของชาวฮั่น Han มานานแล้ว ซึ่งชาวฮั่นมีอารยธรรมรุ่งเรืองมานานก่อนที่เกาหลี ( เดิมชื่อ Goguryeo โกกุเรียว และ Jo Seon โชซอน ) จะเปลี่ยนมาเป็นชื่อ Han Gook ฮัน กุก เสียอีก

(ทั้งที่จริงๆแล้ว ชื่อHan Gook /Han gou นั่นน่ะ  ราชวงศ์หมิงของจีนเขาเป็นคนตั้งให้ด้วยซ้ำไป..)

 

แล้วยังมีผลงานความอาตตัวพ่อของ เกาหลีที่ว่า..

 

-ฟ้องยูเนสโก้ส่าแพทย์แผนจีน และการฝังเข็มนั้นจีนก็อปเกาหลีไป...

-ฟ้องว่าญี่ปุ่นก็อปเคนโด้ไปจากเกาหลี...

-สอนให้เด็กเกลียดคนญีืปุ่น...ซึ่งตอนนี้ไม่น่าจะมีแล้วแหละ....

-เวลาไปทำอะไรผิด หรือไปเกรียนกับคนจ่างชาติ  มักจะชอบโป๊ยสดว่า " I am Japanese!" หรือไม่ก็มักจะขอโทษว่า "sumimasen" ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น...

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แง่มุมมองที่ว่าเกลียดเกาหลีนั้นเป็นของคนจีน  เพราะประเทศเขาโดนรัฐบาลเกาหลีเกรียนใส่เต็มๆ......เป็นตรูตูก็บ้าเหอะ....เพราะงั้นไม่ว่ากัน

 

แต่จริงๆแล้วเกาหลีเองก็ถูกกดดันให้ทำแบบนี้เหมือนกัน ที่ตอนแรกโดนจีนปกครอง  ต่อมาถูกญี่ปุ่นยึด  ซวยซ้ำซวยซ้อนทะเลาะกับตัวเองแบ่งเป็นเหนือกับใต้อีก....

เพราะการตกต่ำและความพ่ายแพ้ในประวัติศาษตร์กระมัง  ที่ทำให้ชาติเขาต้องดิ้นรนขนาดนี้  เพราะงั้นมันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้น่ะนะ

 

เขาแค่เพียงดิ้นรนไม่ถูกทางก็เท่านั้นเอง.......

 

 

เครียดไปแล้ว  มาอ่านเรื่องน่าฮากันดีกว่า(จริงๆแล้วก็ขำไม่ค่อยออกนักหรอก....)

 

ในการตูนเรื่อง Unko-san ที่ญี่ปุ่น พร้อมพล็อตเรื่องโคตรพ่อแม่บิาดาญาติอาตที่เกี่ยวกับอึก้อนหนึ่ง..ที่มีพลังทำให้อึ(คน)ก้อนอื่นที่มายุ่งเกี่ยวด้วยโชคดีถูกหวย... ในเรื่องก็จะน้องอึมากมายหลายหลายชนิดแล้วแต่คอนเซปและจินตนาการของผู้จัดทำจะจินตนาการได้..ทั้งBigben อึฟรั่ง อึไจแอ้นบาบะซึ่งล้อนักมวยปล้ำชื่อดังของญี่ปุ่น...

 

เหมือนไม่มีอะไรมากมายแต่ดั๊นไปมีตัวละครตัวหนึ่งที่ชื่อ” คิม เบน” ซึ่งไม้ได้บอกสัญชาติ เพียงแต่บอกว่า ” เป็นอึที่อารมณ์รุนแรง โมโหง่าย และชอบกิมจิเท่านั้น” ทางเกาหลีก็เกิดอาการจี๊ด โวยวายว่าการ์ตูนเรื่องนี้ไปล้อเลียนเหยียดสัญชาติเขา พี่ยุ่นก็เลยเกิดงานเข้าซะงั้น...

 

 (ตัวขวาบนก็คือพี่คิมของเราไงครับ...)

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น  ก็เอามาให้รู้เป็นความรู้นอบตัวเฉยๆนะครับ  อนึ่งว่าคนเกาหลีดีๆก็มีเยอะนะครับ

ก็เหมือนกับเรามองอาบังว่าตัวเหม็นน่ะแหละ  แต่จริงๆแล้วคนที่สะอาดๆกลิ่นตัวดีก็มีเยอะแยะไปครับ

เอามาลงให้อ่านตามประสาคนรู้แล้วอยากอวดเฉยๆครับ....

 ชาติเขาจะเป็นยังไง  คนเขาจะเป็นยังไง  อย่ามาสร้างความปวดตับให้กันและกันก็พอ..  เท่านี้ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขแล้วแหละครับ

 

 

ชอบไม่ชอบยังไงก็เม้นกันด้วยนะเอ้อ......

 

ป.ล.ถึงปากบอกว่าไม่ชอบเก่หลี  แต่จริงๆแล้วผมก็แค่เฉยๆและขอแค่อย่ามาความปวดตับให้ตรูละกัน

ป.ล.2 จริงๆแล้วผมก็ชอบเกิลเจนอยู่ไม่น้อยเหมือนกันน๊า~~

ป.ล.3  ถ้าถามผมว่าทำไมคนจีนรุ่นใหม่ถึงชอบญี่ปุ่น..ผมจะบอกว่า"เพราะvocaloidน่ะมันโคตรโมเอะเลยน่ะสิ!)

 

ที่มา  โพสโพสหนึ่งในyaranaiko ,  Akibatan

หมีน้ำเพื่อนยาก!!

posted on 02 Aug 2009 22:27 by aqua-rising  in knowledge
ห็นว่าน่าสนใจดี  เลยเอามาลงให้อ่านกันครับ


WARNING!! บทความนี้ไม่ควรอ่านหลังอาหารต่ำกว่า20นาที!! เพราะอาจถึงตายได้!!

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.........

ย้อนกลับไป65ล้านปีก่อน.................

วันที่ไดโนเสาร์สูญสิ้นไปจากโลก..............

ในอุกาบาตลูกที่ได้ทำลายล้างไดโนเสาร์จนสิ้นเผ่าพันธ์ุ....

หารู้ไม่ว่า.....ได้มีสิ่งมีชีวิตจากนากดาวเคราหธดวงที่3ในระบบสุริยะ..... โดยสารมาด้วย...

(^  อนึ่ง....ที่ฝอยมาทั้งหมดนี้ พลาธรซุยเองครับ...ไม่ได้เป็นเรื่องจริง   หรือมีหลักฐานอะไรใดๆเลยสักนิด  อย่าหลงเชื่อนะครับ!!)

มันคือสุดยอดสิ่งมีชีวิต!
มันมีชีวิตอยู่ได้ในน้ำเดือด
มันมีชีวิตอยู่ได้ในที่ที่หนาวเย็นที่สุดของโลก
มันรับแรงดันมหาศาลในทะเลที่ลึกที่สุดได้สบาย
มันทนรังสีเอ็กซ์ที่รุนแรงได้มากกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่า
มันอยู่ได้ในอวกาศ
มันอยู่ได้เป็นร้อยปี
มันมีอยู่ทุกที่ทั้งหนองน้ำ มหาสมุทร ภูเขา แม้แต่บนหลังคาบ้าน
มันคือตัวอะไร...


มันคือ...
มันคือ หมีน้ำ!
ใช่แล้วครับ หมีน้ำ!
หมีน้ำ! (เวลาอ่านกรุณาออกเสียงเหมือนโฆษณาโทนาฟ จะได้อารมณ์มาก)
ว่าแต่หมีน้ำคือตัวอะไรล่ะ...
หมี น้ำ (water bear) คือซูเปอร์แอนิมอล คู่แข่งของซูเปอร์แมน มันมีสโลแกนส่วนตัวว่า "น่าชมกว่าหมีแพนด้า  น่ารักกว่าหมีพูห์  สู้ชีวิตกว่าหมีคอมมานโด”  มันเป็นสัตว์กึ่งอมตะที่สุดยอดจริงๆ  จนผมอดไม่ได้ ต้องมาเล่าเรื่องของมันให้ทุกคนรู้จักครับ

รู้จักหมีน้ำผู้น่ารักกันก่อน



นี่ ไงครับหมีน้ำ  มันกำลังทำหน้าแอ๊บแบ๊วมองคุณผู้อ่านอยู่  อืม คุณอาจจะมองไม่เห็น  แต่ไม่ใช่เพราะตาฝ้าฟางนะครับ  แต่เพราะเจ้าหมีน้ำตัวเล็กมากต่างหาก ถ้ามองด้วยตาเปล่า เราอาจจะเห็นมันเป็นแค่จุดเล็กๆ แบบข้างบน  
การมองเจ้าหมีน้ำต้องใช้อุปกรณ์ช่วยครับ นั่นคือกล้องจุลทรรศน์  ลองใช้กำลังขยายสัก 40 เท่า  

 

ชะแว้บ! มาแล้ว นี่ไงครับหมีน้ำ สีชมพู หน้าตาน่ารักทีเดียว
ถ้า ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบธรรมดาแล้วอาจยังไม่เห็นรายละเอียดชัด  ลองมาดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างกล้องจุลทรรศน์ อิเล็กตรอนดีกว่าครับ

 

ผ่าง! เราจะเห็นหน้าตาของคุณหมีน้ำชัดเจนแบบนี้ (การดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนจะไม่เห็นสีที่แท้จริงนะครับ)
รูป ร่างหน้าตาของหมีน้ำก็แบบที่เห็นนี่แหละครับ มันมีขา 4 คู่ ลำตัวแบ่งเป็น 4 ปล้อง (ไม่นับส่วนหัว) ปลายขาแต่ละข้างมีเล็บยาวๆ แหลมๆ ดูน่ากลัว มีปากแหลมบ้าง เป็นท่อบ้าง  บางชนิดมีเส้นขนยาวๆ ที่เรียกว่า cirrus ยื่นออกมาตามตัว บางชนิดก็อ้วนกลมเหมือนหมี บางชนิดก็ตัวผอมยาวเหมือนหนอน  

 

หมีน้ำเล็บเหมือนแมว  ดูไปแล้วตัวเหมือนหมี  ดูไม่ดีเหมือนเห็บไร  ดูไกลๆ เหมือนธุลี

 


หมีน้ำบางชนิดก็อ้วนกลม บางชนิดก็ตัวยาว



ภาพขยายเล็บคมๆ ของหมีน้ำ นักวิทยาศาสตร์ใช้เล็บจำแนกชนิดของมันด้วย

หมี น้ำมีสีสันสวยงาม บางตัวสีแดง ขาว ส้ม เหลือง เขียว ม่วง ดำ และโปร่งใส  ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบหมีน้ำประมาณ 700-800 ชนิด แต่คาดว่ามีจริงๆ กว่า 10,000 ชนิด  



สีสันอันสวยงามของหมีน้ำ

เห็นเล็กๆ แต่เจ๋งนะเพื่อน
เจ้า หมีน้ำเป็นสัตว์ขนาดเล็กจิ๋วพกพาสะดวก ตัวเต็มวัยที่ใหญ่ที่สุดมีขนาด 1.5 มม. ส่วนที่ตัวเล็กๆ ก็มีขนาดประมาณ 0.1 มม. เท่านั้นเอง
อ๋อ ต้องอธิบายก่อนนะครับว่าแม้จะตัวจิ๋วจนต้องมองส่องด้วยกล่องจุลทรรศน์ แต่เจ้าหมีน้ำเป็นสัตว์หลายเซลล์ (multicellular)  ไม่ใช่สัตว์เซลล์เดียว (unicellular) แบบพวกโปรโตซัวอย่าง อะมีบา พารามีเซียม  



แม้จะตัวเล็ก แต่หมีน้ำก็มีหลายเซลล์นะ

บางคนอาจงงว่าแล้วสัตว์เซลล์เดียวต่างกับสัตว์หลายเซลล์ยังไงล่ะ ผมจะขออธิบายเพิ่มเติมละกัน
สัตว์ เซลล์เดียวคือ สัตว์ที่ทั้งตัวมันประกอบด้วยเซลล์แค่ 1 เซลล์  ส่วนหลายเซลล์คือตัวมันประกอบขึ้นจากเซลล์มากมาย (แบบมนุษย์)  เซลล์หลายเซลล์จะรวมกันเป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อรวมกันเป็นอวัยวะ อวัยวะรวมกันเป็นระบบ และระบบรวมกันเป็นชีวิต  แต่พวกสัตว์เซลล์เดียวมันมีแค่ 1 เซลล์ก็เป็นชีวิตแล้ว (ดังนั้นตัวจะเล็กมาก)
น้องหมีน้ำของเรามีหลายเซลล์ มันมีอวัยวะและระบบต่างๆ   อธิบายง่ายๆ ว่ามันเปรียบเหมือนแมลงที่ตัวเล็กมากแค่นั้นเอง
ไฟลัมส่วนตัวของหมีน้ำ



เพราะ ความแปลกประหลาดพิสดาร หมีน้ำจึงมีไฟลัมของมันเอง มันไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับพวกแมลง ไส้เดือน หรือหมึก  ไฟลัมของมันมีชื่อว่า ทาร์ดิเกรดา (Tardigrada) ทำให้มันชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าตัวทาร์ดิเกรด (tardigrade) ซึ่งแปลว่า “เดินช้า”  แต่ในที่นี้ผมขอเรียกมันว่า หมีน้ำ เพื่อความน่ารัก



หมีน้ำ (ทาร์ดิเกรด) ชนิดต่าง ในไฟลัมทาร์ดิเกรดา

ไฟ ลัมทาร์ดิเกรดาเป็นไฟลัมที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูง มันมีลักษณะก่ำกึ่งระหว่างสัตว์ไฮโซและสัตว์โลโซ  หมีน้ำมีระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ระบบประสาท (มีสมองด้วยนะ)  กล้ามเนื้อเหมือนสัตว์ชั้นสูงทั้งหลาย  แต่ไม่มีท่อหายใจ ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด (ไม่มีเส้นเลือด) และหายใจผ่านผิวหนัง เหมือนสัตว์ชั้นต่ำ  มันจึงดูเป็นสัตว์ที่สับสนชีวิตพอสมควรว่าควรจะมีชีวิตแบบไหนดี



หมีน้ำมีอวัยวะภายในซับซ้อนทั้งสมอง ตา หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และรังไข่

นัก วิทยาศาสตร์จึงจัดมันไว้กลางๆ อยู่ระหว่างพวกหนอนปล้องอย่างไส้เดือน กับพวกขาปล้องอย่างแมลง  แต่จากการวิเคราะห์ DNA พบว่ามันดันอยู่ใกล้เคียงกับพวกหนอนตัวกลมซะอีก ซึ่งก็ทำให้การจัดกลุ่มให้มันวุ่นวายพอสมควร  แต่ที่แน่ๆ คือมันไม่ได้เกี่ยวกับหมีแท้ๆ ที่เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังเลย
หมีน้ำผู้ครองโลก
แม้ เราจะมองไม่เห็นหมีน้ำ แต่มันมีอยู่ทุกที่อย่างไม่น่าเชื่อ   หมีน้ำอาศัยอยู่ทุกทวีป มีชีวิตได้ทั้งบนบก ในน้ำจืด ในน้ำทะเลเค็มปี๋ ใต้ดินมืดมิด ทะเลทรายแห้งแล้ง เกาะที่โดดเดี่ยว ตามบ้านเรือนมนุษย์ ฯลฯ  นอกจากแพร่กระจายตามแนวราบไปทั่วโลกแล้ว หมีน้ำยังแพร่กระจายตามแนวดิ่งอีกด้วย  เราพบมันบนเทือกเขาหิมาลัยที่ความสูงกว่า 6,000 เมตร! (ไม่รู้จะทะลึ่งขึ้นไปทำหมีอะไร) และที่ทะเลลึกกว่า 4,000 เมตร เรียกว่าไปไหนเป็นต้องจ๊ะเอ๋มัน


กาวะหยุดนิ่ง ภาวะอมตะของหมีน้ำ

ใน ภาวะหยุดนิ่ง หมีน้ำจะขดตัวเป็นก้อน หดขา มีขนาดลดลงเหลือ 1 ใน 3 มองดูเหมือนสิ่งไม่มีชีวิต  และลดอัตราการเมตาบอลึซึม (การเผาผลาญอาหาร) มาเหลือแค่ 0.01% ของปกติ  เหมือนกับมันได้ตายไปแล้ว แต่ที่จริงมันยังไม่ตาย  มันทำแบบนี้เพื่อให้ทนกับสภาพแวดล้อมที่อันตรายต่างๆ ได้  ซึ่งเป็นวิธีที่น่าใช้มาก เวลาเจอเจ้านายหรือเมียด่า
ภาวะหยุดนิ่งนี้มี หลายแบบขึ้นอยู่กับว่ามันเจอการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมแบบไหน เช่น ภาวะหยุดนิ่งเมื่อหนาว เมื่อขาดน้ำ เมื่อขาดออกซิเจน เมื่อเจอสารเคมี เป็นต้น  



หมีน้ำสามารถเปลี่ยนรูปร่างลักษณะตามสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม


เอา ละ ตอนนี้ผมจะทำการทดลองเพื่อทดสอบให้เห็นความสุดยอดของหมีน้ำครับ  ผมมีหมีน้ำทดลองอยู่ในจานทดลองหลายตัว  ผมดูดน้ำออกจากบริเวณที่เจ้าหมีน้ำตัวนี้อาศัยอยู่ออกจนหมด ทำให้มันเข้าสู่ภาวะหยุดนิ่ง

ร้อนแค่ไหนก็ไม่กลัว
เราจะดูความ สามารถในการทนความร้อนของหมีน้ำกันก่อน  ผมจับเจ้าหมีน้ำในภาวะหยุดนิ่งโยนลงหม้อน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวที่กำลังอุ่นๆ  ตอนนี้อุณหภูมิอยู่ที่ 70 องศาเซลเซียส ผมเร่งไฟให้แรงขึ้นเป็น 80 องศา  เครื่องตรวจจับสัญญาณชีวิตบอกว่ามันยังไม่ตาย ผมเพิ่มเป็น 100 องศา มันก็ยังไม่ตาย กลิ่นน้ำซุปก็หอมขึ้นเรื่อยๆ  งั้นต้อง 110 องศา  โอ้ว ยังไม่ตายอีก  อึดจริงๆ เลย  งั้นต้องเอาไป  120 องศา นั่นก็ยังไม่ตายอีก  ผมรู้สึกเมามันกับการทรมานหมีน้ำมากๆ อยากรู้นักว่ามันจะทนสักกี่น้ำ...

ล้อ เล่นน่ะครับ  ผมไม่ได้โหดร้ายและโรคจิตแบบนี้หรอก  ของบางอย่างเราไม่ต้องทดลองเองก็ได้  นักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนเค้าศึกษามาแล้ว เราจะไปทำลายชีวิตเพิ่มอีกทำไม  แถมยังเปลืองงบประมาณแผ่นดินในการทำวิจัยด้วย

ผมจึงเปลี่ยนไปค้น คว้าข้อมูลและพบว่า หมีน้ำในภาวะหยุดนิ่งทนความร้อนได้สูงถึง 151 องศาเซลเซียส!  (แต่ได้ไม่กี่นาทีนะครับ) โอ้ ความร้อนสูงขนาดนั้น น้ำยังเดือดพล่านจนระเหยเป็นไอ  อย่างมนุษย์แค่น้ำร้อนลวกนิดเดียวก็เจ็บปวดทรมานจะตายแล้ว  แต่คุณหมีน้ำของเราทนได้สูงกว่านั้น  น่าจับไปเดินลุยไฟตามเทศกาลกินเจมากๆ


ทนความร้อนได้ถึง 151 องศาเซลเซียส!

หนาวแค่ไหนก็ไม่หวั่น
หมี น้ำเป็นสัตว์ที่เย็นชาที่สุดในโลก  รู้จักศูนย์องศาสัมบูรณ์ไหมครับ ผมเองก็ไม่รู้จักมันจริงๆ หร อก  รู้แต่ว่ามันคืออุณหภูมิต่ำสุดในตำนานที่ -273 องศาเซลเซียส ว่ากันว่าที่อุณหภูมินี้อนุภาคทุกชนิดจะหยุดเคลื่อนไหว  เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งความหนาวชนิดที่ทำให้ขั้วโลกใต้ร้อนเป็นไฟไปเลย   มีการทดลองแสดงว่าหมีน้ำในภาวะหยุดนิ่งนั้นทนอุณหภูมิได้ถึง -272 องศาเซลเซียส! นั่นเกือบถึงศูนย์องศาสมบูรณ์ สุดยอดไปเลย!  แต่ไม่ใช่ว่ามันทนได้นานนัก มันอยู่ได้แค่ไม่กี่นาทีแล้วก็ตาย  แต่ถ้าที่อุณหภูมิประมาณ -200 องศาเซลเซียส เจ้าหมีน้ำจะทนได้เป็นวัน  แบบนี้น่าจับไปทำงานที่ขั้วโลกใต้หรือโรงน้ำแข็งมากๆ


 

หมีน้ำอาศัยอยู่ทั่วโลก แม้แต่ที่ที่เราคิดไม่ถึง

หมี น้ำเป็นสัตว์น้ำ  อ้าว หมายความว่าไง  ไหนบอกว่ามันอยู่บนภูเขาหรือทะเลทราย  ใช่ครับ มันอยู่ทุกที่ขอเพียงมีน้ำหรือความชื้นสักนิด (อย่าลืมว่ามันตัวเล็ก)  หมีน้ำเดิน กิน อึ หายใจ ผสมพันธุ์ และทำอีกหลายสิ่งในน้ำ   มันจะเดินไปตามพื้นหรือเศษสิ่งต่างๆ และกินอาหารพวกแบคทีเรีย พืชเล็กๆ มีบางชนิดเท่านั้นที่เป็นผู้ล่ากินสิ่งมีชีวิตอื่น ลองคิดภาพมันไล่จับเรากิน ก็ดูสยองเหมือนกันนะครับ



หมีน้ำเกาะอยู่บนเศษสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในน้ำ

เพราะ ชีวิตนี้ขอแค่น้ำ หมีน้ำจึงมีบ้านแปลกประหลาดเกินบรรยาย ทั้งในน้ำพุร้อน ใต้น้ำแข็งที่หนากว่า 5 เมตร บนหลังคาบ้าน รางน้ำฝน ตามก้อนหิน หรือบนมอส ซึ่งเป็นที่ที่เราจะพบมันได้ง่ายที่สุด  เพราะมอสเป็นพืชที่ชุ่มชื้น ระหว่างใบจะมีหยดน้ำชื้นๆ เสมอ นั่นแหละครับบ้านที่ปูด้วยพรมสีเขียวนุ่มๆ ขอคุณหมีน้ำ

ถ้าอยากพบหมีน้ำผู้น่ารัก  ลองดึงแผ่นมอสที่อยู่ตามก้อนหินออกมา แล้วนำมาแช่น้ำในอ่าง ทิ้งไว้สักพัก ใช้หลอดดูดดูดเศษเล็กๆ ที่อยู่ที่ก้นอ่างขึ้นมา แล้ววางบนจานแก้วหรือแผ่นสไลด์  จากนั้นก็ใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องหาพวกมัน ง่ายๆ เท่านี้เอง   แต่ปัญหาคือกล้องจุลทรรศน์ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่ทุกคนจะมีติดบ้าน ดังนั้นโอกาสที่เราจะเห็นหมีน้ำจึงยาก  น่าเสียดายจัง...
ซูเปอร์แมนยังซูฮก
คราวนี้มาดูว่าทำไมหมีน้ำถึงเป็นซูเปอร์แอนิมอล และเพื่อพิสูจน์ว่าที่ผมเขียนในตอนแรกเป็นเรื่องจริง
ก่อน อื่นต้องอธิบายถึงความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของหมีน้ำ  ในชีวิตปกติ หมีน้ำจะเดินไปมา กินแล้วก็อึ ใช้ชีวิตอย่างสุขีตามประสาหมีน้ำ  แต่เมื่อใดที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เช่น น้ำแห้ง น้ำท่วม อากาศเปลี่ยน มันจะเข้าสู่ระยะที่เรียกว่า cryptobiosis ถ้าจะแปลเป็นไทยจะประมาณ ภาวะลับหรือภาวะซ่อนเร้น  แต่ผมว่าฟังดูแปลกๆ ชอบกล  ผมจะขอเรียกง่ายๆ ว่า ภาวะหยุดนิ่ง ละกัน  


ทนความเย็นได้ถึง -272 องศาเซลเซียส!

กดดันแค่ไหนก็ไม่ท้อ
คุณสมบัติ อื่นของหมีน้ำคือทนแรงดันได้สูงมาก (คุณสมบัติที่ดีของพนักงานออฟฟิศ)  มันอยู่ได้ในที่ที่มีแรงดันสูงถึง 6,000 atm  ซึ่งแรงดันปกติที่เราอยู่ทุกวันนี้คือแรงดันบรรยากาศ มีค่าเท่ากับ 1 atm เท่านั้นเอง  ยิ่งเราขึ้นที่สูงหรือดำน้ำลงไปในทะเลลึก แรงดันก็จะมากขึ้นจนทำให้เรามีชีวิตลำบากหรืออาจเสียชีวิตได้  ส่วนแรงดัน 6,000 atm ที่หมีน้ำทนได้นี้ ก็สูงกว่าแรงดันของทะเลที่ลึกที่สุดในโลกเกือบ 6 เท่า!


ทนแรงดันได้สูงถึง 6,000 atm !

เจอรังสีก็ไม่สะท้าน
หมี น้ำยังทนรังสีเอ็กซ์ปริมาณมากๆ ได้ด้วย มันทนได้กว่า 570,000 rads  อธิบายง่ายๆ คือมากกว่ามนุษย์ 10-20 เท่า มนุษย์ปกติจะเสียชีวิตที่ 1,000-2,000 rads เท่านั้น  กรณีนี้น่าให้มันไปทำงานถ่ายเอกสารหรือนักรังสีเทคนิค เพราะมันจะได้ไม่ต้องกลัวเป็นหมันหรือมะเร็ง  นอกจากนี้หมีน้ำยังทนแสงยูวี และสารเคมีอื่นๆ อีกด้วย

ทนรังสีเอ็กซ์ได้ถึง 570,000 rads !

หรือมันมาจากนอกโลก
ยัง ไม่พอครับ ในภาวะหยุดนิ่งหมีน้ำยังอยู่มีชีวิตอยู่ในสุญญากาศได้อีกด้วย  นั่นหมายความว่ามันอยู่ในอวกาศได้!  โอ้ พระเจ้า นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ  นักวิทยาศาสตร์คาดว่าด้วยคุณสมบัตินี้หมีน้ำจึงสามารถอยู่นอกโลกได้ แต่ก็ยังไม่เคยมีใครปล่อยหมีน้ำออกไปจริงๆ
ดังนั้นเมื่อรวมคุณสมบัติ ต่างๆ เข้าด้วยกัน บางคนจึงเชื่อว่าหมีน้ำเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่เดินทางมาจากนอกโลกกับอุกก บาต  อืม ไม่แน่เหมือนกันนะครับ หน้าตาของมันก็พอจะเป็นเอเลี่ยนได้อยู่หรอก

คืนชีพด้วยน้ำเพียงหยดเดียว
ใน ภาวะหยุดนิ่งนี้  หมีน้ำอาจอยู่โดยไม่มีน้ำได้เป็น 10 ปี (ปกติมันมีอายุขัยเพียงไม่กี่เดือนก็ตาย) และมีงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่ามันอยู่ได้ถึง 100 ปีเลยทีเดียว! เมื่อมันตื่นขึ้นมาคงงงน่าดู  เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง  ความสามารถในการทนสภาวะต่างๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับระดับน้ำตาลชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ทรีแฮโลส (trehalose) ซึ่งพบที่เยื่อหุ้มเซลล์ของหมีน้ำ

หมีน้ำชรา อายุยืนเป็น 100 ปี

และ เมื่อสภาพแวดล้อมกลับมาเป็นปกติ หมีน้ำก็สามารถฟื้นคืนสภาพมาใช้ชีวิตแบบปกติได้ด้วยน้ำเพียง 1 หยด  ถ้าจะเปรียบก็คล้ายกับกาแฟสำเร็จรูป ที่เก็บไว้ได้นานในรูปกาแฟผงแห้งๆ พอโดนน้ำ ก็จะละลายกลายเป็นกาแฟหอมกรุ่น  หมีน้ำก็เหมือนกันครับ ขอเพียงมีแค่น้ำ มันก็จะฟื้นคืนชีพ และออกเดินด๊อกแด๊กไปมาเหมือนเดิม


ขอแค่น้ำก็ทำให้หมีน้ำฟื้นคืนชีพ

เรื่องเพศก็พิสดารล้ำลึก
คราวนี้มาดูเรื่องลับๆ ของมันดีกว่า ซึ่งก็คือคือเรื่องเพศและการสืบพันธุ์นั่นเอง (โปรดอย่าคิดว่าเป็นเรื่องลามก)
สังคม หมีน้ำเป็นสังคมที่ยอมรับเพศที่สาม  เพราะหมีน้ำส่วนใหญ่เป็นกระเทย (hermaphodrite) หมายถึงมีทั้งอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียในตัวเดียวกัน แต่บางตัวก็มีเพศเดียว  ซึ่งเมื่อดูคุณสมบัติการมีชีวิตรอดที่สุดยอดบวกกับการเป็นกระเทยแล้ว เพลงประจำตัวของหมีน้ำ ต้องเป็น “I will survive” อย่างไม่ต้องสงสัย...
แม้ หมีน้ำจะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ (ตัวผู้ผสมพันธุ์กับตัวเมีย) แต่มันก็สามารถสืบพันธุ์ได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ ซึ่งเรียกว่า parthenogenesis  ไม่ใช่การแบ่งตัวนะครับ  เป็นการออกไข่ได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ต่างหาก  คืออยู่ดีๆ แม่หมีน้ำก็ออกไข่มาเลย

วิธีนี้อาจดูสะดวก แต่อย่าลืมว่าลูกจะมีลักษณะไม่ต่างจากแม่ ประชากรจะไม่หลากหลาย  ลองคิดภาพหมู่บ้านที่มองไปทางไหนก็มีแต่ผู้หญิงหน้าตาเหมือนกันเดินเต็มไป หมดสิครับ
เรื่องเพศของหมีน้ำยังมีอะไรแปลกๆ อีกเยอะ บางชนิดมีตัวเมียเยอะกว่ามากถึง 90% และบางชนิดนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่พบตัวผู้เลย มีแต่ตัวเมียเหมือนแดนลับแลมากๆ
หมีน้ำบางชนิดจะออกไข่ไว้ในปลอกผิว หนังที่เกิดจากการลอกคราบ  ไข่ของหมีน้ำมีลักษณะหลากหลาย บางชนิดมีหนาม บางชนิดมีติ่งยื่นออกมา ดูแปลกและสวยงามเหมือนลูกปัด  นักวิทยาศาสตร์เองก็ใช้ไข่ในการจำแนกชนิดหมีน้ำด้วย


ไข่ของหมีน้ำรูปร่างสวยงามราวกับดวงดาว

เจ้า หมีน้ำตัวน้อยที่เกิดมานั้นมีลักษณะคล้ายพ่อแม่ ตัวยาวประมาณ 0.05 มม. เท่านั้น มันจะลอกคราบหลายครั้งเพื่อเจริญเติบโตกลายเป็นหมีน้ำตัวใหญ่  
ปริศนาของหมีน้ำ
หมี น้ำมีชีวิตมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ฟอสซิลที่เก่าที่สุดพบในช่วงกลางมหายุคแคมเบรียน (ก่อนยุคไดโนเสาร์) หมีน้ำยุคนี้มี 6 ขา คาดว่าจะเป็นบรรพบุรุษของหมีน้ำในปัจจุบัน  นอกจากนี้ก็ยังมีการพบฟอสซิลในยุคครีเทเชียสด้วย  ที่เราพบฟอสซิลของมันน้อยมาก เพราะมันมีขนาดเล็กมาก และผิวหนังก็ไม่เอื้อต่อการกลายเป็นฟอสซิล



หลัง จากผมได้อ่านเรื่องราวของเจ้าหมีน้ำ ก็รู้สึกทึ่งกับพวกมันมาก ไม่เพียงแค่เรื่องความอึดเท่านั้น ยังมีหลายเรื่องที่ทำให้ผมสงสัย จนต้องตั้งคำถามขึ้นมา อาทิเช่น
• ทำไมมันถึงต้องอึดขนาดนั้น
• ทำไมมันต้องทนหนาวได้ถึงขนาดนั้น เพราะในโลกนี้ไม่มีที่ไหนที่มีอุณหภูมิต่ำถึงศูนย์องศาสมบูรณ์
• ผิวหนังมันทำด้วยอะไร ทำไมถึงได้ทนนัก เราจะนำมาศึกษาเพื่อผลิตวัสดุที่ทนภาวะต่างๆ แบบนั้นบ้างได้ไหม
• มันวิวัฒนาการแยกออกมาจากสัตว์กลุ่มไหน และแยกมาเมื่อไร
• ทำไมมันต้องมีวิวัฒนาการกลายเป็นสัตว์ตัวจิ๋ว การตัวจิ๋วแบบนี้จำเป็นกับมันอย่างไร เมื่อก่อนตัวมันใหญ่หรือเปล่า
• มันแพร่กระจายไปทั่วทุกที่ในโลกได้ยังไง
• ฯลฯ
บาง ข้ออาจจะมีคำตอบแล้วแต่ผมอาจยังค้นไม่พบ และยังมีอีกหลายข้อที่รอให้มนุษย์ค้นหาคำตอบ  ไม่แน่ว่าคำตอบเหล่านี้อาจช่วยไขข้อสงสัยเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์เองก็ได้นะ ครับ





อนึ่ง  ก็อบมาทั้งดุ้นจาก -->http://forum.sanook.com/forum/?topic=2506654

Creditที่เอามาเข้าหูพลาธร  คุณ"เซลฟี่"กระทู้วาดรูปG-conครับ.


อนึ่ง  ก็อ่านบทความนี้  พลาธรไม่รู้จักเจ้าหมีน้ำเพื่อนยากเลยแม้แต่นิด....

หลังจากอ่านแล้วเล่นเอาพลาธรไม่กล้าลงเล่นแหล่งน้ำตามธรรมชาติไปเลยทีเดียว = =

ถ้าเผลอกลืนเข้าไป.....คงยุ่งน่าดู..